Showing posts with label บัณฑิต อึ้งรังษี. Show all posts
Showing posts with label บัณฑิต อึ้งรังษี. Show all posts

Monday, February 9, 2009

พรสวรรค์เรื่องเล็ก ทำงานหนักเป็นเรื่องใหญ่ Talent

พรสวรรค์เรื่องเล็ก ทำงานหนักเป็นเรื่องใหญ่ Talent
Genius is 10% inspiration and 90% perspiration -- Thomas A. Edison
พรสวรรค์เป็นเรื่องเล็ก ทำงานหนักเป็นเรื่องใหญ่
ในสาขาดนตรี เน้นกันมากในเรื่องพรสวรรค์ หรือความเป็น
อัจฉริยะ คนในสาขาอื่นอาจจะเรียนรู้สามารถ
พัฒนากันได้ แต่ถ้าเป็นสาขาดนตรี ไม่มีพรสวรรค์มาเลย
การพัฒนาจะยาก
ยกตัวอย่าง ในวงการดนตรีคลาสสิกระดับนานาชาติ
เด็กบางคนอายุไม่ถึง 10 ขวบก็เปิดการแสดงเดี่ยวเปียโน
หรือไวโอลินไปทั่วโลก ถ้าใครอายุถึง 20 แล้วยังเพิ่งเริ่มหัด
ก็คงหมดสิทธิสู้
แต่ผมเพิ่งเริ่มเมื่ออายุสิบแปด ก็ยังพอไหว เนื่องจากวาทยกร
ไม่จำเป็นต้องเด็กมาก แต่การมาเริ่มเอาจริงๆ จังๆ เรื่อง
ดนตรีตอนอายุขนาดนี้ก็ถือว่าช้าพอสมควร ต้องเรียนตามเขา
เมื่อไปเมืองนอกต้องทำงานหนักมาก
ผมวางแผนเลยว่าต้องไล่เขาให้ทัน และต้องแซงให้ได้
ภายใน 3 ปี
วางแผนการศึกษาและทำงานดนตรีวันละ 14 ชั่วโมง
นอนแค่ 7 ชั่วโมง ยกเว้นอาทิตย์ทำงานแค่ครึ่งวัน
ตลอด 3 ปีที่ออสเตรเลียผมอึดอัดมาก ต้องเรียนสาขา
บริหารธุรกิจเพื่อทางบ้าน และเรียนดนตรีเพื่อตนเอง
เพื่อให้ได้ปริญญาตรีสองใบ
ทุกครั้ง เมื่อไหร่ที่ผมจะต้องออกไปประกวดแข่งกับฝรั่ง ผมจะ
ใช้เวลาอย่างมากมายเตรียมตัวอย่างพร้อมเพรียงทุกรูปแบบ
หลายคน เมื่อไม่ได้เห็นการเดินทางกว่าจะมาถึงจุดนี้
ก็อาจบอกว่าผมฟลุก หรือโชคดี
พรสวรรค์ก็มีบ้างครับ ไม่มีก็คงไม่เริ่ม
แต่การทำงานหนักนั้น 90%
---------------------------------------------------------
เพิ่มคุณค่าให้ตนเองเสมอ
Constant Improvement
ถ้าความฝันของผมไม่เคยเป็นความจริงขึ้นมาเลย
อย่างน้อยที่สุด ในการที่ผมไล่ล่าความฝันนั้น
ผมก็ได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
เมื่อก่อนเป็นคนขี้อาย และไม่มีความเป็นผู้นำ ก็ต้อง
เปลี่ยน 180 องศา เพราะจะต้องยืนกำกับอยู่ต่อหน้าคน
นับร้อย ซึ่งเป็นคนต่างชาติล้วนๆ แถมต้องพูดภาษาที่ไม่ใช่
ภาษาแม่ ก็ต้องเอาชนะความอายและความด้อยเรื่องภาษา
กระทั่งถึงวันนี้ ถ้าผมหยุดพัฒนาตนเองเมื่อไร ก็จะล้าหลัง
ทันที ในสาขาอาชีพผมนั้น (และเชื่อว่าในทุกสายอาชีพ)
มีคนเก่งๆ ขึ้นมาใหม่ๆ เสมอ เป็นวิชาชีพที่มีการแข่งขันสูงมาก
เพราะคนที่อยากมาทำสายงานนี้มีมากมายเหลือเกิน
และเก่งๆ ก็มีมาก เส้นใหญ่ก็มีเยอะ
งานของผมไม่มีคำว่าอยู่เท่าเดิม ถ้าผมไม่โตหรือพัฒนา
ความก้าวหน้าในอาชีพก็จะเหี่ยวเฉาและตายไป
และความจริงนี้ใช้ได้กับธุรกิจหลายประเภท
ที่มีการแข่งขันกัน
บัณฑิต อึ้งรังษี

Success leadership : จงรู้อย่างชัดเจนว่าตนเองต้องการอะไร Be Very Clear on What You Want

บัณฑิต อึ้งรังษี
“If one does not know to which port is sailing, no wind is favorable.” -- Seneca
“ถ้าเราไม่รู้ว่าเรือจะไปเข้าที่ท่าไหน ลมทิศไหนก็ไม่ช่วย” -- ซีนีก้า (4 ปีก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 65, นักปราชญ์โรมัน)
“Until you make the unconscious conscious, it will direct your life and you will call it fate.” -- Carl Jung
“ถ้าคุณไม่กำหนดทิศทางของจิตใต้สำนึกคุณเอง มันจะนำชีวิตคุณ และคุณก็จะเรียกมันว่า ‘โชคชะตา’ ” -- คาร์ล ยุง (ค.ศ. 1875 - 1961, นักจิตวิทยาคนสำคัญของโลกชาวสวิส)
“โชค” ของคุณจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าในทันที ถ้าคุณเพียงแค่รู้ว่าคุณต้องการอะไร
เป็นความจริงที่ว่า “โชคดี” จะไม่ค่อยมาเยือนคนที่ ไม่รู้ ว่าตนเองต้องการอะไร
หรือ ไม่แน่ใจ ว่าอยากได้แบบไหน
เหตุผลง่ายๆ จิตใต้สำนึกไม่มีเป้าหมายให้โดน
อาจมีโอกาสดีๆ เข้ามาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว
แต่นึกไม่ถึง หรือ ไม่รู้ว่าเป็น “โชค”
โชคดีนั้นก็ผ่านเขาไปหาคนอื่น
ลองเปรียบ จิตใต้สำนึก เหมือนกับ คนขับรถผู้ซื่อสัตย์ ที่พร้อมจะรับคำสั่งให้พาเราไปถึงจุดหมายที่ต้องการตลอดเวลาอย่างจงรักภักดี
ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับคนขับรถ เราก็จะได้สิ่งที่ต้องการง่ายขึ้น ไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น
ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ชอบไปทำให้จิตใต้สำนึกปั่นป่วน เพราะความไม่รู้อย่างชัดเจนว่าต้องการอะไร
คล้ายๆ กับว่าคุณขึ้นรถ แล้วบอกคนขับรถว่าให้ไปสยามสแควร์
ขับไปสักพักก็บอกว่าจะไปสนามบิน ต้องเปลี่ยนทิศทาง
ขับไปได้อีกหน่อยก็เปลี่ยนคำสั่ง บอกว่าจะไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ทำแบบนี้ก็ไม่มีวันถึงเป้าหมาย
.....................................
เมื่อคุณรู้อย่างชัดเจนว่า คุณต้องการอะไรจากชีวิต และกำลังเดินเข้าเป้าหมายไหน
จะมีปรากฏการณ์มหัศจรรย์ เหมือนว่า “ฟ้า” “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือ “จักรวาล” หรือ “พระเจ้า” จะส่ง คน หรือ สถานการณ์ มาช่วยอย่างสม่ำเสมอ
“The moment one definitely commits oneself, then providence moves too.” - Goethe
“นาทีที่คุณมีความแน่วแน่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เคลื่อนไหวด้วย” -- เกอเต้ (กวีเยอรมัน)
นั่นเป็นเพราะสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมีในระบบประสาทของเรา ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกว่า Reticular Activating System
เป็นระบบที่ทำให้จิตใต้สำนึกของเรา ตื่นตัว กับสิ่งที่จะมาช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น
ระบบ Reticular Activating System นี้ เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมบางครั้งเมื่อตัดสินใจอย่างชัดเจนว่าเราอยากได้สิ่งของอะไรบางอย่าง เช่น รถยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง เราก็จะสังเกตเห็นมันอยู่บนท้องถนนตลอดเวลา
เพราะว่า เราตื่นตัว กับมันมากขึ้น
ผมมีประสบการณ์กับตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าที่ว่า เมื่อผมเองชัดเจนว่าตนเองต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคู่ครอง งานชนิดที่ต้องการทำ ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการมี หรือ จำนวนรายได้ที่ต้องการในหนึ่งปี ฯลฯ
ก็จะมีคน หรือ สถานการณ์ ถูกส่งเข้ามาในชีวิต นำให้ตนเองได้รับสิ่งนั้นอย่างน่าอัศจรรย์เป็นเพราะผม ตื่นตัว กับโอกาสต่าง ๆ ที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อจะช่วยให้ผมถึงเป้าหมายได้
คนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปก็จะบอกว่า บัณฑิตนี่ “โชคดี” จัง
....................................
วิธีที่ดีที่สุดในการรู้ว่าตนเองต้องการอะไร
คือ การเขียนลงไป
การเขียนจะบังคับให้คุณต้องกำหนดให้มันชัดเจน
การเขียนเป็นวิธีแห่งความสำเร็จที่ทรงพลังมาก
บางครั้งแค่เขียนสิ่งที่ต้องการลงไป ก็เหมือนกับว่าสิ่งนั้นสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ที่สำคัญ ทุกสิ่งที่เขียนต้องมีความชัดเจน วัดได้
อ่านสิ่งที่คุณเขียนนั้นทุกวัน และวาดภาพในจินตนาการเหมือนกับว่าสิ่งนั้นได้สำเร็จแล้ว
และคุณกำลังได้ลิ้มรสมันอยู่
แล้วคุณจะได้พบกับความน่าอัศจรรย์ของ การเขียน และ การจินตนาการ
เพราะ “การจินตนาการนั้นสำคัญกว่าความรู้” อย่างที่ไอน์สไตน์ได้กล่าวไว้
ความฝันในชีวิตของผมหลายๆ อย่างเป็นความจริงได้ด้วยวิธีนี้
อย่าลืมคำกล่าวของซีนีก้าครับ
“ถ้าเราไม่รู้ว่าเรือจะไปเข้าที่ท่าไหน ลมทิศไหนก็ไม่ช่วย”
ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไร “โชค” ที่ไหนก็ไม่ช่วย
“Understanding your true desires is the key to recognizing favourable circumstances and extracting the greatest amount of good luck from them. You can accurately determine where luck exists and where it does not.” -- Robert Anthony
“ความเข้าใจในความปรารถนาที่แท้จริงของตนเองนั้น เป็นกุญแจสำคัญในการจำแนก สภาพแวดล้อมและโอกาสอันเอื้ออำนวยต่อความโชคดี คุณจะสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าที่ไหนที่มีโชค และที่ไหนไม่มี” -- โรเบิร์ต แอนโทนี่ (นักจิตวิทยาความสำเร็จ)
Luck Technique :
คิดและพูดในสิ่งที่ต้องการอย่างสม่ำเสมอ
ยิ่งคุณคิดและพูดในสิ่งที่คุณต้องการ ในสิ่งที่คุณอยากเป็นมากเท่าไร สิ่งนั้นยิ่งเป็นจริงเร็วขึ้นเท่านั้น
อย่าพูดและคิดถึงในสิ่งที่คุณไม่ต้องการ

Wednesday, February 4, 2009

Rule: Keep your contacts alive รักษาความสัมพันธ์ให้ “สด” อยู่เสมอ

หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับการสร้างสัมพันธ์ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง น่าจะเป็น Dig Your Well Before You Are Thirsty ขุดบ่อไว้ก่อนกระหายน้ำ
เราได้เข้าใจกันแล้วว่า โชคดีส่วนใหญ่ของคุณจะมาจากผู้อื่น (Rule …)
เพราะฉะนั้น คุณจะต้องทำอย่างไรก็ได้ ที่จะให้ "ผู้อื่น" คิดถึงคุณเป็นคนแรก เมื่อโอกาสมาถึง
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ !
โลกนี้มีคนมากมายที่อยากได้สิ่งเดียวกับที่คุณอยากได้
คุณจะทำอย่างไร ให้เจ้านายคิดถึงคุณก่อนคนแรก เมื่อมีตำแหน่งใหญ่ว่าง
ไม่ใช่ไปคิดถึงคู่แข่งคุณ
คุณจะทำอย่างไร ที่จะเป็นคนแรกที่ลูกค้าคิดถึง เมื่อเขาต้องการสินค้าที่คุณมีขาย
ไม่ใช่ไปคิดถึงสินค้าของคู่แข่งคุณ
บางครั้ง มันไม่พอ เพียงแค่ว่าคุณมีความสัมพันธ์ที่ดี
เพราะคู่แข่งคุณก็มีสิ่งนั้นด้วย
แต่ถ้าครั้งสุดท้ายที่เขาเจอหน้า หรือพูดคุยกับคุณ เป็นห้าปีที่แล้ว
คนที่ให้โอกาส ส่วนใหญ่เขาจะให้คนที่ most recent in memory หรือ อยู่ในความทรงจำที่ผ่านไปไม่นาน
เพราะฉะนั้น เทคนิคอันหนึ่งก็คือ
พยายามรักษาความสัมพันธ์ให้ “สด”อยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการส่งการ์ดวันเกิด ส่งการ์ดขอบคุณ ฯลฯ
มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนเกี่ยวกับ network หรือ การสร้างสัมพันธ์
ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง น่าจะเป็นของ Harvey Mackay ชาวอเมริกัน
ชื่อเรื่อง Dig Your Well Before You Are Thirsty ขุดบ่อไว้ก่อนกระหายน้ำ
(=สร้างสัมพันธ์ไว้ก่อนต้องการความช่วยเหลือ)
มีเทคนิคมากมายในการที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับคนสำคัญอื่น ๆ ให้ "สด" อยู่เสมอ
ผมขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตนเอง
*ตามที่เคยกล่าวไว้ในหนังสือเล่มก่อนๆ ของผม เกี่ยวกับเรื่องที่ เรื่องที่ Lorin maazel ไม่สามารถไปแสดงที่สเปนได้เพราะต้องผ่าตัดตากะทันหัน ช่วงนั้นผมอยู่ใกล้ตัวท่านที่สุด ถามคำถามบ่อย ๆ พยายามเรียนรู้ พยายามศึกษาเตรียมตัวตลอดเวลา และผม make sure ว่าท่านทราบว่าผมรู้บทเพลงทุกเพลงเป็นอย่างดี ถ้าท่านเป็นอะไรขึ้นมา ผมขึ้นแสดงแทนท่านได้ตลอด
การที่จะให้วาทยกรหนุ่มขึ้นอำนวยเพลงแทนปรมาจารย์ระดับ Maazel นั้น เป็นการตัดสินใจที่ยากมากของทุกฝ่าย ทั้งตัวท่าน Maazel เอง ผู้จัดคอนเสิร์ต เจ้าของวงดนตรีเอง และ เพราะมีเงินและชื่อเสียงของงานเป็นเดิมพันอยู่จำนวนมหาศาล
ถ้า "บัณฑิต" ทำพลาด มหกรรมดนตรีครั้งใหญ่จะต้องสูญเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ Maazel เองก็มีลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมาก จากเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่า การรู้จักคนอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะต้องทำให้เขานึกถึงเราเป็นคนแรกๆ ด้วย
*อีกช่วงหนึ่งซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตของผม คือช่วงที่ผมออกจากงานประจำใหม่ๆ ช่วงนั้นผมพึ่งมีลูกสาวคนแรก ธรรมดาของคนทำงานประจำรับเงินทุกเดือน พอออกจากงานก็เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย เริ่มกังวลเกี่ยวกับรายจ่ายของครอบครัว
ตอนนั้นผมจึงมานั่งคิดหาเครือข่ายคนรู้จักที่จะพอช่วยเหลือเรื่องหางานได้ เพราะผมเชื่อว่างานดีๆ ไม่ได้มาจากกระดาษ หรือจากเรซูเม่ แต่มาจากคนที่รู้จักเราหรือรู้จักงานของเรา ดังนั้นไม่ว่าผมจะถูกเชิญไปประเทศใดก็ตามผมจะพยายามขยายฐานคนรู้จักให้มากขึ้นเสมอ
เมื่อผมได้ถูกเชิญไปที่เกาหลีกรรมการท่านหนึ่งในการแข่งขัน Maazel-Villar แนะนำให้ผมรู้จักกับ Mike Chung ผู้เป็นเอเจนท์หางานรายใหญ่ในประเทศเกาหลี เมื่อผมได้คุยกันแล้วก็รู้สึกว่าน่าจะทำงานด้วยกันได้
หลังจากนั้นผมจึงเขียนจดหมายไปหาเขาเป็นประจำ ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นมีงานใหญ่ที่ประเทศเกาหลี และเขาต้องการวาทยกรระดับผมพอดี แน่นอนผมถูกเชิญให้ไปอำนวยเพลงในงานนั้น และที่โชคดีมากกว่านั้นคือผมได้ค่าตอบแทนในงานนี้มากกว่าเงินเดือนที่ผมเคยได้สมัยที่ทำงานประจำรวมกัน 3 เดือนเสียอีก
บัณฑิต อึ้งรังษี